ในกรณีศึกษานี้ คุณจะได้พบกับวิธีที่แบรนด์ใหม่สามารถสร้างรายได้ โดยการใช้การตลาดดิจิทัลเข้ามาช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แทนที่จะเลือกการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง
หากคุณมีผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ คุณมักจะเคยได้ยินคนแนะนำให้เริ่มลงทุนสร้างแบรนด์ทันที หรือไม่ก็จ้างอินฟลูเอนเซอร์หลายสิบคนเพื่อโปรโมตสินค้า
แม้ว่าแนวทางเหล่านั้นจะสามารถได้ผลจริง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยเงินลงทุนและเวลาจำนวนมาก ซึ่งการลงทุนในสิ่งที่มีโอกาสแค่ “อาจจะ” ได้ผลนั้น ดูจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่นักสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพที่ต้องการกระแสเงินสดอย่างเร่งด่วนที่สุด
Qualisk แบรนด์เวชสำอางน้องใหม่ ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเหล่านี้ในฐานะหน้าใหม่ท่ามกลางสมรภูมิคู่แข่งมากมาย แล้วพวกเขาทำอย่างไรถึงสามารถเพิ่มยอดขายรายเดือนได้มากกว่า 50 เท่า ภายในเวลาเพียง 1 ปี?
คำตอบคือ... การรู้ว่าควรลงทุนในอะไร และควรลงทุนตอนไหน โดยเดินหน้าไปทีละก้าว
เพื่อให้เห็นภาพเส้นทางของ Qualisk สู่การสร้างรายได้หลัก 7 หลักต่อเดือนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราได้ย่อยเรื่องราวความสำเร็จของพวกเขาออกเป็น 7 ขั้นตอนด้วยกัน
อ่านต่อด้านล่างเพื่อดูว่าแต่ละขั้นตอนมีส่วนช่วยให้รายได้ของแบรนด์เติบโตได้อย่างไร และคุณจะสามารถนำบทเรียนทั้งหมดนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้อย่างไรบ้าง:
.png)
แบรนด์ Qualisk ที่มีสินค้าครีมบำรุงผิวที่ชื่อว่า Resiskin ซึ่งทำออกมาตอบโจทย์คนผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ
ก่อนหน้าที่จะมาร่วมงานกับเรา พวกเขาเคยจ้างเอเจนซี่ช่วยปั้นแบรนด์เพื่อเพิ่ม Brand Awareness มาก่อน แต่ปัญหาคือมันวัดผลออกมาเป็นยอดขายตรงๆ ได้ยากมาก ผลลัพธ์ที่ได้คือ เงินลงทุนทั้งหมดที่จมไปกับแคมเปญเหล่านั้น แทบไม่ได้ช่วยสร้างรายได้กลับเข้าบริษัทในแต่ละเดือน
พอไม่มีทีมการตลาดในบ้าน (In-house) แถมยังไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการปั้นยอดขายหรือวัดผลบนโลกออนไลน์ด้วยตัวเอง พวกเขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง หันไปพึ่งเอเจนซี่สาย Sales-driven ที่เน้นลุยยอดขายโดยตรงแทน
ซึ่งนี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญก้าวแรกที่ปูทางสู่ความสำเร็จของ Qualisk เพราะสำหรับธุรกิจเกิดใหม่แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีกระแสเงินสด (Cash Flow) ที่หมุนเวียนอย่างมั่นคงก่อน ถึงจะเริ่มคุ้มค่ากับการเอาเงินไปลงทุนในเรื่องยาวๆ อย่างการสร้างแบรนด์ อีกอย่าง เครื่องมือการตลาดในยุคนี้ก็เก่งพอที่จะช่วยให้เราเข้าถึงคนกลุ่มใหญ่ได้ โดยที่ยังวัดผลลัพธ์ออกมาเป็นตัวเลขได้ชัดเจน
ในพาร์ทถัดไป เราจะมาดูกันว่า Qualisk มีวิธีรีดประสิทธิภาพจากเครื่องมือเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้มั่นใจว่าการจับมือกับเอเจนซี่เจ้าใหม่ในครั้งนี้ จะช่วยดึงยอดขายและสร้างรายได้กลับมา
สิ่งแรกที่เราทำตอนเริ่มทำงานร่วมกับ Qualisk คือการมุ่งเน้นไปที่ การตลาดแบบเน้นผลลัพธ์ (Performance Marketing) เป็นหลัก
สำหรับการตลาดแบบเน้นผลลัพธ์นั้น ความสำเร็จจะวัดจาก ยอดขายที่เพิ่มขึ้น ไม่ใช่แค่ยอดการมองเห็น (Impressions) หรือการรับรู้ (Awareness) พูดง่ายๆ คือ แคมเปญนั้นทำให้คุณได้ยอดขายเพิ่มขึ้นจริง หรือไม่ก็ไม่ได้เลย มีอยู่แค่สองอย่างนี้เท่านั้น
แน่นอนว่าใครๆ ก็พูดได้ว่าตัวเองรู้วิธีเพิ่มยอดขาย และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้การหาคนที่ใช่และทำได้จริงเป็นเรื่องยาก แต่หลังจากที่เราได้ร่วมงานกับธุรกิจกว่า 400 แห่งในการฝ่าฟันความท้าทายด้านการตลาดออนไลน์ เราได้กลั่นกรองจนเหลือ 2 ปัจจัยสำคัญ ที่จะช่วยการันตีว่า การร่วมมือกับเอเจนซี่จะสร้างผลประโยชน์ให้แก่ธุรกิจใหม่ได้อย่างแท้จริง:
หมายถึงต้องคล้ายกันทั้งในแง่ของประเภทธุรกิจ ขนาด และงบประมาณ
💡 สรุปสาระสำคัญ (Key Takeaway):หากต้องการทำเงินจากการร่วมมือกับเอเจนซี่ ให้มองหาพันธมิตรที่เชื่อมโยงทุกสิ่งที่พวกเขาทำกลับมาที่ ยอดขายที่เพิ่มขึ้น เสมอ จงเลือกทีมที่มีผลงานที่พิสูจน์แล้วในการขับเคลื่อนยอดขายให้กับธุรกิจที่มีลักษณะคล้ายกับคุณ ทั้งในด้านประเภทธุรกิจ ขนาด และงบประมาณ
ใน ขั้นตอนที่ 2 ข้างต้น หัวใจสำคัญคือการปรับปรุงแคมเปญการตลาดก่อนหน้านี้ของ Qualisk ให้ดีขึ้น โดยเราเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการสร้างแบรนด์ (Branding) และการตลาดในส่วนอื่นๆ จากนั้นจึงตั้งเป้าหมายยอดขาย และนำ Best Practices มาปรับใช้
ในขั้นตอนนี้ เราได้เฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ต่างๆ จะให้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอหรือไม่ และแม้ว่ายอดขายจะเติบโตขึ้นถึง เท่าตัว (Doubled) ในช่วงเวลานี้ แต่นั่นก็เป็นตัวเลขที่ดูดีแค่ในแง่ของ "เปอร์เซ็นต์" เท่านั้น
หากมองที่ ตัวเงินรายได้จริง Qualisk ยังคงห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก และยังต้องการรายได้เข้ามาอีกมหาศาลเพื่อนำพาธุรกิจให้ก้าวไปสู่อีกระดับ
เราพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อเพิ่มยอดขายโดยอิงจาก Promotion เดิมของสินค้า ที่มีอยู่ แต่สุดท้ายแล้ว รายได้ก็เริ่มนิ่งหลังจากผ่านไปไม่กี่เดือนยอดขายเริ่มติดเพดาน
นี่คือตอนที่เราได้เรียนรู้บทเรียนครั้งสำคัญว่า : หากต้องการขายให้ได้มากกว่านี้ Qualisk จำเป็นต้องเปลี่ยน "Offer ของสินค้า" ของตัวเอง เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น
เพราะก่อนหน้านี้ เราทำการตลาดให้สินค้าของ Qualisk ภายใต้ข้อเสนอเดิมมาโดยตลอด และทำเพียงแค่เปลี่ยนชิ้นงานโฆษณา (Creatives) รูปแบบใหม่ๆ เพื่อให้ขายสินค้าได้ดีขึ้นเท่านั้น
ในขั้นตอนถัดไป คุณจะได้เห็นเลยว่า แค่การปรับเปลี่ยนข้อเสนอเพียงเล็กน้อย ก็สามารถเปลี่ยนแบรนด์ที่เคยดำเนินธุรกิจแบบ "ขาดทุน" ให้กลับมาสร้าง "รายได้หลักแสน (6 หลัก)" ได้ในทุกๆ เดือนได้อย่างไร
สรุปสาระสำคัญ (Key Takeaway): จงพร้อมที่จะปรับตัวอยู่เสมอหากสิ่งต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่คิด และจงกล้าที่จะเปลี่ยน "ข้อเสนอ (Offer)" ของคุณ หากเห็นว่ามีความต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง "รายได้ที่คุณจำเป็นต้องได้" กับ "รายได้ที่คุณทำได้จริง"
เจ้าของธุรกิจหลายคนมักคิดไปเองว่าสินค้าจะขายได้ด้วย "ข้อเสนอแรกเริ่ม" ที่คิดไว้ แต่ในความเป็นจริง กลุ่มเป้าหมายจะยอมควักเงินซื้อก็ต่อเมื่อข้อเสนอนั้น ดึงดูดใจพวกเขามากพอ เท่านั้น
หลักการนี้คือหัวใจสำคัญของ Product/Market Fit ซึ่งสำหรับ Qualisk แล้ว ข้อเสนอเดิมที่มีอยู่นั้นยังทำยอดขายได้ไม่มากพอที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน
เราจึงจำเป็นต้องเปิดอกคุยกับผู้ก่อตั้งตรงๆ ว่าเราต้องมาร่วมมือกันปั้นข้อเสนอใหม่ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งต้องเป็นข้อเสนอที่สามารถ ทำยอดขายได้ในปริมาณที่มากยิ่งขึ้น
แต่เดิมนั้น สินค้าถูกทำการตลาดโดยไม่มีโปรโมชั่นใดๆ และพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนที่มีผิวแพ้ง่ายในวงกว้าง (โดยทั่วไป) และหลังจากที่เราได้ทำการทดสอบอย่างจริงจังและเข้มข้น เราก็ได้ข้อสรุป 2 ข้อสำคัญ ดังนี้:
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือตัวอย่างโฆษณาบน Facebook ที่เราทำขึ้นในช่วงขั้นตอนที่ 2-3 ครับ:

การที่มียอดสั่งซื้อน้อย ส่งผลให้ต้นทุนต่อการซื้อ (Cost per purchase) ยังคงสูงมาก และนั่นทำให้อัลกอริทึมของ Facebook ทำงานได้ยากในการค้นหากลุ่มเป้าหมายที่ใช่—ซึ่งก็คือกลุ่มคนที่จะยอมควักเงินซื้อสินค้าจริงๆ ภายใต้ข้อเสนอเดิมนั้น
พูดง่ายๆ ก็คือ นั่นคือวิธีที่ Facebook กำลังบอกเราว่า ข้อเสนอนี้ยังไม่มี Product/Market Fit ที่ดีพอนั่นเอง
ดังนั้น หลังจากที่เราลุยทดสอบอย่างหนักในช่วงเวลานั้น ในที่สุดเราก็ค้นพบข้อเสนอใหม่และแนวทางการทำชิ้นงานโฆษณา (Creative approach) ที่ได้ผลจริง ซึ่งช่วยดันยอดขายรายเดือนให้เติบโตขึ้นกว่า 10 เท่า (10x)
โดยเราได้ออกโปรโมชั่นใหม่ ควบคู่ไปกับการปรับเปลี่ยนมุมมองในการทำโฆษณาให้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น ด้วยการหันมาเน้นจี้จุด ปัญหาสุขภาพผิวที่ฝังลึกและการฟื้นฟูผิวในภาพรวม แทนที่จะพูดถึงแค่เรื่อง "ผิวแห้ง" แบบทั่วไปเหมือนแต่ก่อน

การปรับเปลี่ยนทั้งสองอย่างนี้ได้กลายมาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยพิสูจน์และสร้าง Product/Market Fit ให้กับ Qualisk ได้สำเร็จ
จากบทเรียนเหล่านี้ ทำให้เราค้นพบ "จุดที่ลงตัวที่สุด" ในเรื่องของราคา และได้เจอกลุ่มตลาดเฉพาะ (Niche Market) กลุ่มใหม่ทั้งหมดสำหรับผลิตภัณฑ์นี้ และด้วย Product/Market Fit ที่พัฒนาขึ้นนี้เอง ในที่สุดเราก็สามารถขายสินค้าให้ผู้คนได้จำนวนมากขึ้น และเพิ่มรายได้จากยอดขายรายเดือนให้กับ Qualisk ได้สำเร็จ
สรุปสาระสำคัญ (Key Takeaway) : การหา Product/Market Fit ให้เจอคือสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของธุรกิจ เงินลงทุนในช่วงแรกของคุณควรจะทุ่มเทไปกับการค้นหา "ข้อเสนอที่ดีที่สุด" และ "แนวทางการทำโฆษณาที่โดนใจที่สุด" สำหรับสินค้าของคุณเสมอ เพราะการมี Product/Market Fit ที่ชัดเจน จะช่วยการันตีว่าคุณมีรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการลงทุนในอนาคต เช่น การสร้างแบรนด์ (Branding) และการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ (Influencers)
พอหมดช่วงโปรโมชั่น เรายอมรับตามตรงว่าพวกเราแอบโลภไปหน่อยและเชื่อว่าสินค้าก็น่าจะยังขายได้อยู่ ประกอบกับผู้ก่อตั้งของ Qualisk เองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเราจะทำยอดขายให้เขาได้ไหมโดยไม่ต้องพึ่งโปรโมชั่น
ทว่า ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ยอดขายตกลงไปกว่า 40% ภายในระยะเวลาแค่ 2 เดือน เนื่องจากข้อเสนอนั้นไม่ได้ดูคุ้มค่า มากพอในสายตาของกลุ่มเป้าหมาย
สิ่งนี้ช่วยตอกย้ำทุกอย่างที่เราได้เรียนรู้ในขั้นตอนที่ 4 เกี่ยวกับ Product/Market Fit ของ Qualisk และรู้เลยว่าหากเราไม่กลับไปใช้สูตรเดิม—นั่นคือการจับคู่ระหว่างโปรโมชั่นและการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche)—เราก็ไม่มีทางพาแบรนด์นี้ก้าวไปสู่อีกระดับได้เลย ด้วยเหตุนี้ เราจึงได้ข้อสรุปร่วมกับผู้ก่อตั้งว่า ต้องนำโปรโมชั่นกลับมาใช้ใหม่ เพื่อดันรายได้รายเดือนให้กลับมาอยู่ในระดับปกติอีกครั้ง
สรุปสาระสำคัญ (Key Takeaway) : หากคุณเป็นแบรนด์ใหม่ ให้โฟกัสที่ว่า "ลูกค้าให้คุณค่ากับสินค้าของคุณอย่างไร" ก่อนที่จะทึกทักเอาเองว่ามันจะขายดีในปริมาณมาก การจัดโปรโมชั่นสามารถช่วยให้แบรนด์ใหม่ต่อกรกับคู่แข่งรายใหญ่ได้จริง เพราะมันช่วยกระจายสินค้าของคุณออกสู่ตลาดให้เป็นที่รู้จัก ในขณะเดียวกันก็ช่วยดึงกระแสเงินสดเข้ามาหมุนเวียนในธุรกิจได้มากขึ้นด้วย
และก็เป็นไปตามคาด เพราะหลังจากที่เรานำโปรโมชั่นเดิมกลับมาใช้ รายได้ก็พุ่งสูงขึ้นถึง 75% ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์
สิ่งนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า กุญแจสำคัญคือ "ราคาที่ลูกค้ารู้สึกสบายใจที่จะจ่าย" ให้กับตัวสินค้า และเมื่อเรานำข้อเสนอนั้นกลับมาใช้ใหม่เพื่อมอบสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการจริงๆ รายได้ก็กลับมา มั่นคงและมีเสถียรภาพ อีกครั้ง
การที่แบรนด์สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงได้แล้วนั้น หมายความว่าในที่สุด Qualisk ก็พร้อมที่จะนำรายได้ส่วนหนึ่งไป ลงทุนซ้ำ (Reinvest) ในช่องทางการตลาดอื่นๆ ที่หลากหลายยิ่งขึ้นต่อไปครับ
จนถึงตอนนี้ Qualisk ได้สัมผัสกับการเติบโตในอีกระดับที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่การเพิ่มยอดขายรายเดือนเป็นเท่าตัวด้วย Performance Marketing ไปจนถึงการเติบโตขึ้นถึง 22 เท่า (22x) จากการค้นพบข้อเสนอและแนวทางการทำโฆษณาที่ใช่ ส่งผลให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่ในฐานะเจ้าของธุรกิจ คุณย่อมรู้ดีว่าธุรกิจจำเป็นต้องเติบโตทะลุขีดจำกัดเดิมๆ อยู่เสมอ และเหมือนอย่างคำกล่าวที่ว่า "สิ่งที่พาคุณมาถึงจุดนี้ จะไม่สามารถพาคุณไปถึงจุดต่อไปได้" (What got you here, won’t get you there) รายได้ของ Qualisk เริ่มที่จะนิ่งและติดเพดานเดิมอีกครั้ง
มันถึงเวลาแล้วที่แบรนด์จะต้องเริ่มมองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อสร้างรายได้ให้มากกว่าเดิม และเนื่องจากตอนนี้พวกเขามีทั้ง Product/Market Fit และ "ข้อความสื่อสารที่ทรงพลัง (Winning Message)" อยู่ในมือแล้ว ในที่สุดพวกเขาก็พร้อมที่จะก้าวไปสู่ขั้นถัดไป นั่นคือการจ้างอินฟลูเอนเซอร์และคนดัง (Celebrities) มาช่วยโฆษณาแบรนด์
เมื่อคุณจ้างอินฟลูเอนเซอร์ คุณกำลังให้ "คนอื่น" มาช่วยพูดถึงแบรนด์ของคุณ ซึ่งนี่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งสำหรับแคมเปญการตลาด เพราะคุณจะมีกระบอกเสียงอื่นมาช่วยโปรโมทและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า เพิ่มเติมจากการที่คุณป่าวประกาศอยู่ฝ่ายเดียว
สำหรับ Qualisk แล้ว เราไม่ได้หยุดอยู่แค่การจ้างพวกเขามาโพสต์โปรโมทสินค้าเท่านั้น แต่เรายัง ซื้อสิทธิ์ขาดในคอนเทนต์ (Usage Rights) เพื่อนำมาใช้ยิงโฆษณาต่ออีกด้วย นั่นหมายความว่า เราสามารถนำวิดีโอของอินฟลูเอนเซอร์มาผสมผสานกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ที่เราได้เรียนรู้มาตลอดเส้นทางของ Qualisk แล้วนำมาตัดต่อใหม่เป็นวิดีโอโฆษณาที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุด
ผลลัพธ์ที่ได้: กลยุทธ์นี้ช่วย ดันยอดขายให้พุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า (Tripled) จากสถิติยอดขายสูงสุดเดิมที่เคยทำไว้ ภายในเวลาไม่ถึง 4 เดือน!
คำตอบคือมันเป็นเรื่องของ การบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ครับ การจ้างอินฟลูเอนเซอร์นั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณจ้างพร้อมกันทีละหลายๆ คน ดังนั้น ก่อนที่จะให้ผู้ก่อตั้งของ Qualisk ควักเงินจ่ายงบประมาณระดับ 5-6 หลัก (หลักหมื่นถึงหลักแสน) ไปกับแคมเปญนี้ เราจึงต้องการความมั่นใจก่อนว่า เรามีข้อความสื่อสารที่ดีที่สุดที่จะให้อินฟลูเอนเซอร์ช่วยพูด และมีโปรโมชั่นที่ดีที่สุดในการนำเสนอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่เป็นกำไรจากการลงทุนให้ได้มากที่สุด
สิ่งหนึ่งที่มักจะทำให้อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งมีความเสี่ยงสูงก็คือ หลายๆ แบรนด์มักจ้างอินฟลูเอนเซอร์แล้วปล่อยให้พวกเขา "ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ" (Do their own thing) การปล่อยให้พวกเขาพูดอะไรก็ได้เพื่อหวังแค่จะดึงดูดฐานผู้ติดตามของเขานั้น โดยทั่วไปแล้วจะวัดผลลัพธ์ได้ยากมากว่าคอนเทนต์นั้นมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่
แต่ด้วยการที่เรา ลงมือทดสอบด้วยตัวเองก่อน จนรู้แน่ชัดว่าข้อความสื่อสารและข้อเสนอไหนที่ขายได้ดีที่สุด เราจึงสามารถให้อิสระทางความคิดสร้างสรรค์แก่อินฟลูเอนเซอร์ในการโปรโมทได้อย่างเต็มที่ โดยที่พวกเขายังคงอยู่บนกรอบของข้อความหลักและข้อเสนอที่เรากำหนดไว้
และทันทีที่เราได้รับคอนเทนต์จากอินฟลูเอนเซอร์ เราก็นำวิดีโอเหล่านั้นไปใช้ยิงโฆษณาในแคมเปญการตลาดบน Facebook ของ Qualisk ทันที โดยเราเลือกใช้โฆษณาหลายรูปแบบและทำการทดสอบอย่างจริงจัง:

ยกตัวอย่างเช่น แค่ภายใน 3 แคมเปญนี้เพียงอย่างเดียว มีโฆษณาย่อยรวมกันถึง 76 ตัว ซึ่งโฆษณาทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนช่วยผลักดันให้ Qualisk สามารถสร้างยอดขายแตะ หลักล้าน (7 หลัก) ต่อเดือน ได้สำเร็จ
สรุปสาระสำคัญ (Key Takeaway):การตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer Marketing) ที่ขับเคลื่อนด้วยแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว จะช่วย ทวีคูณรายได้จากยอดขาย ของคุณได้อย่างมหาศาล
แต่ก่อนที่จะเริ่มจ้างอินฟลูเอนเซอร์ สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือการทดสอบจนมั่นใจก่อนว่า สินค้าและข้อเสนอ (Offer) ของคุณมี Product/Market Fit ที่ใช่แล้วจริงๆ เพราะวิธีนี้จะทำให้คุณสามารถกำหนดแนวทางให้คนที่คุณจ้างมาโปรโมทสินค้า อิงตาม "สิ่งที่คุณรู้แน่ๆ ว่าทำแล้วขายได้จริง" ซึ่งจะช่วยสร้างผลตอบแทนสูงสุด (Maximize Returns) จากการลงทุนในอินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งของคุณครับ
ตลอดทั้ง 7 ขั้นตอนบนเส้นทางธุรกิจของ Qualisk นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเติบโตของยอดขายถึง 50 เท่า
การตัดสินใจของผู้ก่อตั้ง ในการส่งมอบแคมเปญการตลาดให้แก่เอเจนซี่พันธมิตรที่มีผลงานพิสูจน์แล้ว และพร้อมร่วมรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ด้านยอดขายจริง
การพิสูจน์ Product/Market Fit ให้แน่ชัด ก่อนที่จะทุ่มเงินลงทุนจำนวนมากไปกับการตลาด
การทำ Influencer Marketing โดยขับเคลื่อนด้วยแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว แทนที่จะทำไปแบบลองผิดลองถูกอย่างไร้ทิศทาง
แม้เราจะรู้ดีว่าไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์ (One-size-fits-all) แต่ปัจจัยเหล่านี้คือสิ่งที่นำพา Qualisk จากแบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น สู่การเป็นผู้ท้าชิงส่วนแบ่งการตลาดที่สำคัญใน อุตสาหกรรมเวชสำอาง (Cosmeceutical Industry) ได้สำเร็จ
หากคุณมีสินค้าหรือไอเดียใหม่ๆ ลองนำแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดที่เราได้เรียนรู้จากเส้นทางนี้ไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณ เพื่อเพิ่มยอดขายด้วยการตลาดแบบ Performance Marketing